ร้อยไหมปรับรูปหน้า

ร้อยไหม

การร้อยไหม คือ การใช้เข็มนำเส้นไหมละลายที่มีเงี่ยงสอดลงในชั้นผิวหนังและยึดให้เกิดความกระชับขึ้น โดยจะมีจุดที่ดึงบริเวณแก้มส่วนล่างและจุดที่ยึดอยู่บริเวณขมับดึงเข้าหากันจึงสามารถดึงแก้มที่หย่อนขึ้นได้ ด้วยเงี่ยงเกี่ยวชั้นผิวขึ้นมาตามเส้นไหม การร้ยไหมกระชับหน้าจึงเป้นที่นิยมมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

หลังจากเส้นไหมถูกร้อยเข้าใต้ผิวแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไป หากร้อยด้วยเทคนิคที่ถูกต้องก็จะกระตุ้นให้เกิดเป็นเส้นไยคอลลาเจนช่วยเสริมสร้างความกระชับของผิวขึ้นทำให้ผิวหลังจากได้รับการร้อยไหมนั้น จะกระชับกว่าก่อนทำ ถึงแม้ตัวไหมจะละลายไปหมดแล้วก็ตาม

ในบทความนี้จะกล่าวถึง ข้อดี-ข้อเสีย และขั้นตอนของการร้อยไหม ประโยชน์ของการร้อยไหม ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้และการเลือกชนิดเส้นไหมให้เหมาะกับหน้าของแต่ละคน สำหรับคนที่กำลังหาว่าจะร้อยไหมที่ไหนดี ที่คลินิกไหนดี ก็ควรเลือกแพทย์ที่ชำนาญคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผลออกมาดูเป็นธรรมชาติ และไม่มีผลข้างเคียงครับ

ร้อยไหม มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร ?

ข้อเสีย  

  1. ถ้าร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้องหรือร้อยตื้นเกินไป จะเกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวที่ร้อยไหมได้ โดยเส้นไหมจะกระตุ้นให้ fibroblast สร้างเส้นใย collagen และ elastin ขึ้น แต่ถ้าถ้าเกิดการกระตุ้นที่มากเกินไป และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องก็จะทำให้เกิดผังผืด (fibrosis) ซึ่งจะดึงรั้งผิวให้ผิดรูปได้
  2. หากเป็นไหมยุคโบราณ ที่มีส่วนผสมของโลหะ เช่นทองคำ โลหะจะดูดความร้อนจากการทำ X-ray, MRI, เครื่องสแกนต่าง ๆ ทำให้ผลการอ่านออกมาไม่ตรงและสามารถจะทำให้ผิวไหม้ได้ ปัจจุบันเส้นไหมที่ใช้ในคลินิกสนามบินน้ำเป็นเส้นไหมที่ไม่มีส่วนผสมของโลหะและสามารถละลายได้หมดจึงจะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงนี้ครับ
  3. ในทรงหน้าของบางคนที่โหนกแก้มเด่น หากร้อยไหมจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นขึ้น และไม่สวยแนะนำให้ปรับรูปหน้าด้วยวิธีอื่นแทนเช่น ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือ HIFU
  4. ในการร้อยไหม มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบวมช้ำหลังทำค่อนข้างสูง ทั้งจากการฉีดยาชา และเลือดที่ออกใต้ผิวหนัง ถึงแม้หลังทำทันทีจะบวมน้อย แต่ก็อาจจะบวมมากขึ้นในช่วง 3-4 วันแรก ซึ่งส่วนมากก็จะหายได้เองภายใน 7-14 วัน โดยคุณสามารถลดอาการเหล่านี้ได้ด้วยการประคบเย็นและทานยาตามหมอสั่งนั่นเองครับ

 

ข้อดี

  1. เงี่ยงไหมที่คล้ายตะขอจะเกี่ยวดึงผิวขึ้นได้ทันที หลังร้อยไหมเห็นผลได้ทันที
  2. เส้นใยดังกล้าว ถ้าอยู่ในแนวที่ถูกต้อง และชั้นผิวที่เหมาะสม ก็จะสามารถช่วยประคองผิว กระชับผิว คล้ายๆ เส้นเอ็นที่อยู่บนใบหน้าตามธรรมชาติ
  3. ไหมละลายในปัจจุบัน ไม่มีส่วนผสมของโลหะ สามารถละลายได้หมด 100% ตามระยะเวลา โดยไม่มีสารตกค้าง จะเหลือเพียงเส้นใย elastin ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาซึ่งช่วยประคองผิว
  4. ในคนที่แก้มตอบบางเคสสามารถใช้ไหมดึงไขมันขึ้นมาเติมแก้มได้ ทำให้แก้มล่างยุบลงและแก้มบนเต็มขึ้น
  5. หากร้อยไหมกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และร้อยด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ก็จะลดความเสี่ยงในการบวมช้ำลงได้มาก
  6. การร้อยไหมเส้นเล็ก ๆ สามารถแก้ริ้วรอยในบางจุดได้เช่น ริ้วรอยเล็ก ๆ บริเวณมุมปากที่คล้ายๆ ลักยิ้มหรือริ้วรอยหางตา, ใต้ตา, หน้าผาก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับในเคสที่ดื้อโบท็อกครับ       

ร้อยไหมแล้วหน้าบวมนานผิดปกติ เกิดจากอะไร ?

เกิดได้จากสาเหตุหลักๆ ดังนี้ครับ

1 เนื้อแก้มเยอะ ดึงไหมเยอะเกินไป หรือดึงไหมผิดแนว

ถ้าร้อยไหมเพื่อดึงร่องแก้มได้ไม่ถูก จะทำให้โหนกแก้มเนื้อเยอะขึ้นและทำให้หน้าดูบวมได้ครับ ปกติการร้อยไหมจะแก้ไขความหย่อนของแก้มในบริเวณใกล้ๆ มุมปากมากกว่าครับ เพราะการร้อยไหมที่ดึงร้องแก้มจะต้องคำนึงถึงโครงหน้าของคนไข้เป็นพิเศษ บางคนสามารถดึงได้ ในขณะที่บางคนดึงแล้วจะดูแก้มใหญ่ได้นั่นเองครับ

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้หน้าดูบวมหลังจากร้อยไหมไปแล้วเกินกว่า 14 วันคือ การร้อยไหมเคสที่มีไขมันหนาเกินไปครับ โดยปกติในคนที่มีเนื้อแก้มเยอะ หมอจะแนะนำให้ทำเมโสแฟต ลดไขมันให้แก้มน้อยลงก่อนครับ จะทำให้สามารถมีพื้นที่ในการดึงไหมได้มากขึ้นเพราะประโยชน์หลักของการร้อยไหมไม่ใช่การลดไขมันบนใบหน้าครับ

สำหรับคนที่ใจร้อนอยากให้ยกไวๆก็สามารถทำการร้อยไหมได้นะครับ แต่หมอจะสามารถดึงได้น้อยลง เนื่องจากถ้าดึงเยอะเนื้อไขมันบนแก้มจะไปกองด้านบน ทำให้ดูเหมือนหน้าบวมขึ้นได้ครับ ซึ่งในกรณีแบบนี้จะ ต้องรอให้ไหมเริ่มคลาย 2-3 เดือนอาการบวมถึงจะเริ่มดีขึ้นครับ

จะมีบางเคสเหมือนกันที่การร้อยไหมจะช่วยให้ที่คนเนื้อแก้มเยอะดูเนื้อแก้มน้อยลงได้ โดยกระบวนการ fat-repositioning (การดึงไขมัน) เหมือนๆกับที่เล่าให้ฟังย่อหน้าด้านบนแต่จะเหมาะกับเคสที่มีไขมันและความหย่อนคล้อยร่วมด้วยครับ

จะเห็นว่าการร้อยไหมนั้นต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญในการประเมินทรงหน้าของแพทย์ด้วยครับ จึงจะทำให้ผลในการร้อยไหมออกมาสวยและเข้ารูป

2 การอักเสบติดเชื้อ

ปกติหลังร้อยไหม ในช่วง 3-4 วันแรกจะบวมมากขึ้น และหลังจากนั้นอาการบวมจะเริ่มยุบลงจนเข้าที่ใน 14 วัน แต่ถ้าหลังจาก 4 วันแล้วยังบวมแดงมากขึ้น ปวดมากขึ้น ต้องรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินและให้ยารักษาครับ

3 บวมเลือด, บวมน้ำบวมเลือด คือ มีเลือดออกในชั้นผิว(hematoma) ส่วนบวมน้ำ คือ มีน้ำคั่งในชั้นผิวจากการอักเสบ (edema) ครับซึ่งทั้ง 2 กรณีนี้สามารถพบได้เป็นปกติ และจะยุบหายไปเองในระยะ 2-3 สัปดาห์ โดยไม่มีอันตรายครับ แต่ถ้าไม่แน่ใจ หมอแนะนำให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการดีที่สุดครับ

ในการร้อยไหม จะใช้เข็มเพื่อนำเส้นไหมเข้าสู่ผิว ซึ่งเข็มที่ใช้จะมีลักษณะแตกต่างกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการบวมเลือดและบวมน้ำได้ โดยเข็มที่ใช้ในการร้อยไหมที่ใช้กันแพร่หลายมี 2 ชนิด คือ เข็มทู่และ เข็มแหลมครับซึ่งเข็มที่ใช้ร้อยไหมแต่ละแบบจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน โดยเข็มแหลม มีโอกาสเกิดการ บวมเลือด ได้มากกว่าการ บวมน้ำ ด้วยหัวที่แหลมจะตัดผ่านเนื้อคล้ายๆการใช้มีดคมๆตัด จะเจ็บน้อยกว่า บวมน้ำน้อยกว่า และเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่โดนตัดผ่านจะสมานได้ไวกว่าการใช้เข็มทู่ แต่ถ้าโดนเส้นเลือดใหญ่ก็จะมีโอกาสบวมเลือดได้มากกว่านั่นเองครับ

เข็มทู่ มีโอกาสเกิดการ เกิดการ บวมน้ำ ได้มากกว่า บวมเลือด โดยหัวที่ทู่จะผ่านเนื้อโดยการดันให้ฉีกออกจึงจะทำให้เกิดบวมน้ำเยอะกว่าจากเนื้อเยื่อที่ดดนกระทบกระเทือนมากกว่า แต่จะสามารถหลบเส้นเลือดใหญ่ๆ ได้ แต่เส้นเลือดเล็กๆ ก็ยังโดนฉีกขาดได้อยู่ดีครับ จึงยังมีเลือดออกได้ จึงมีอาการบวมและช้ำได้อยู่ครับ

เข็มแต่ละประเภทไม่สามารถระบุได้ว่าชนิดไหนดีที่สุดครับ ขึ้นกับการประเมินเนื้อเยื่อของคนไข้และความถนัดของหมอแต่ละคนครับ เช่น ถ้าคนไข้เคยเป็นสิว และมีผังผืดเยอะ การใช้เข็มทู่ก็จะบวมช้ำมากกว่าเข็มแหลมครับ

ทำไมร้อยไหม 3-4 เดือน ก็คลายแล้ว ?

การที่ไหมจะดึงผิวไว้ได้ มีปัจจัยหลักๆ คือ Elastin ในเนื้อและการสร้าง elastin ของคนไข้ และ อายุของเส้นไหมครับ

เมื่อร้อยไหมยกกระชับหน้า จะใช้เส้นไหมที่มีเงี่ยงใช้เกี่ยวเนื้อเพื่อสร้ามความยกกระชับ แต่หากเนื้อเยื่อที่เกี่ยว มีความเสื่อมสภาพ elastin น้อย เงี่ยงก็จะไม่สามารถเกาะอยู่ได้นานนั่นเองครับ เช่นการร้อยไหมในคนอายุเยอะผลที่ได้จะอยู่ได้สั้นลงครับ เพราะในผิวขาด elastin เนื้อจะหลุดออกจากเส้นไหม ก่อนที่ไหมจะละลายเสียอีก ทำให้ผลของการร้อยไหมได้ไม่นานเท่าที่โฆษณานั่นเองครับ นี่เป็นเหตุผลที่คลินิกของเราไม่โฆษณาสรรพคุณของผลิตภัณฑ์เกินความเป็นจริง เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีแก่คนไข้ของเราได้ครับ

แต่สำหรับเคสที่ร้อยไหมหลายๆ ครั้งฤทธิ์ของไหมจะอยู่ได้นานขึ้นเพราะการร้อยไหมจะช่วยกระตุ้นการสร้าง elastin ในผิวให้เพิ่มมากขึ้นครับ แม้เส้นไหมจะละลายไป แต่หากเนื้อเยื่อมีการสร้าง elastin ขึ้นมาเยอะความกระชับก็ยังคงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเส้นไหมครับ

สำหรับอายุการใช้งานของเส้นไหม ก็มีผลต่อความคงทนของผลการรักษาเช่นกันครับ โดยวัสดุที่ใช้ร้อยไหมได้ปลอดภัยมี 3 ชนิดคือ PCL / PLLA / PDO ครับ

  • ไหม PCL (Polycaprolactone) ละลายหมดภายใน 18-24 เดือน เส้นสีขาวขุ่น มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด เส้นใหญ่ที่สุด
  • ไหม PLLA (Polylactate) ละลายหมดภายใน 12-18 เดือน เส้นสีขาวใส ขาดความยืดหยุ่น อาจจะพบปัญหา ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อยจึงไม่ค่อยมีการใช้แพรหลายเท่าอีก 2 ชนิด
  • ไหม PDO (Polydioxanone) จะละลายหมดภายใน 4-6 เดือน เส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง เป็นที่นิยมมากที่สุด

ซึ่งวัสดุทั้ง 3 ชนิดนี้ ผ่านการรับรองจาก FDA ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศว่ามีความปลอดภัยในการเย็บแผลครับ

ร้อยไหม ฟิลเลอร์ โบท็อก HIFU ควรทำอะไรดี ?

  • ร้อยไหม เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนมากๆ จะเห็นผลได้ชัดเจน โดยที่ราคาไม่แพง
  • HIFU เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนไม่มาก เห็นผลไม่ชัดเจนเท่าร้อยไหม เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม
  • ฟิลเลอร์ เหมาะสำหรับคนที่หน้าหย่อนคล้อยจากร่องใต้ตาร่องแก้มที่ลึก เหมาะกับการเติมเต็มร่องลึก
  • โบท็อก สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อกรามเยอะ ร่วมกับมีริ้วรอยบริเวณหางตา-หน้าผาก